Archive for ตุลาคม, 2016

ตำนาน…ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

ณ วัดกุฏิดาว กรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยาอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของไทย ครั้งที่บ้านเมืองยังสงบอาณาประชาราษฎร์ล้วนมีชีวิตที่สุขสบาย ขุนนาง ขุนศึก พ่อค้าและชาวบ้านทั้งหลายยิ้มย่องผ่องใสมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงต่างเก็บหอมรอมริบ สะสมแก้วแหวนเงินทองมีค่าไว้มากมาย จนกระทั่งเกิดสงครามถึงคราวพ่ายแพ้แก่พม่า กรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลาย ผู้คนและเหล่าทหาร ช้าง ม้า วัว ถูกฆ่าตายกลาดเกลื่อน สมบัติมากมายที่สะสมกันไว้จึงถูกซุกซ่อนฝังไว้ตามจุดต่างๆ ขุนนาง คหบดีและเจ้านายบางพระองค์ นอกจากจะฝังสมบัติไว้แล้ว ยังถึงกับฆ่าบริวารหรือทหารของตนให้ตายโหงอยู่ตรงที่ฝังสมบัติ เพราะหวังจะให้วิญญาณของผู้ตายกลายเป็นผี “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เฝ้าสมบัติของตนก็มี เมืองกรุงเก่าอยุธยานับแต่อดีตถึงปัจจุบันจึงขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องของวิญญาณ ที่มักมาปรากฏตามสถานที่โบราณต่างๆ หลายเรื่องน่ากลัว หลายเรื่องฟังแล้วน่าตื่นเต้นดีและทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้…%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b8%a2

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่า พระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดกุฏิดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง   ลายแทงขุมทรัพย์มีค่ามหาศาลนี้ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้า พระองค์หนึ่งการได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร…จากใคร…แต่พิสูจน์ได้แน่ชัดว่า ต้องมีทรัพย์มีค่าฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ    เพราะพระองค์เจ้าพระองค์นี้ กับพระสหายชาวต่างประเทศได้นำเอาเครื่อง “ไมน์ดีเทคเตอร์” ซึ่งเป็นเครื่องสำรวจหาวัตถุธาตุมาสำรวจตรวจดูแล้ว และปรากฏว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ระบุว่าจุดที่ตรวจค้นมีสมบัติล้ำค่าถูกฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ

วัดกุฏิดาวเป็นวัดร้าง มีร่องรอยว่าเคยเป็นวัดที่ใหญ่โตสวยงามในสมัยอยุธยาในลายแทงขุมทรัพย์บอกว่า ที่วัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าถูกฝังไว้รอบอุโบสถถึง 16 แห่ง ดังนั้นพระองค์เจ้าพระองค์นี้และพระสหายหลายคน   จึงได้ทำเรื่องเสนอต่อกรมศิลปากร ขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิ์ของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติ ท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฏิดาวเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.2503   น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฏิดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่ก่อนลงมือขุดได้ใช้เครื่องไมน์ดีเทคเตอร์ตรวจสอบดูก่อนแล้ว เครื่องก็ส่งสัญญาณว่ามีสิ่งมีค่าฝังอยู่แน่นอน แต่พอขุดลงไปกลับไม่มีอะไรเลย

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฏิดาวในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯและพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง  นั่นก็คือท่านและพระสหายเห็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว นอกจากนี้ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน    เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ท่านนั้นก็บอกว่า วิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้ มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็นทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

คำสาปแช่งนั้นต่อมาก็เป็นจริง เพราะพระสหายคนหนึ่งที่ร่วมทีมขุดสมบัติกับท่านได้เสียชีวิตกระทันหัน ทั้งๆ ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงทุกอย่าง ส่วนประสหายอีกคนก็หายสาบสูญไป โดยไม่ทราบชะตากรรม ส่วนตัวท่านเองทำธุรกิจอะไรก็ขาดทุนขุมทรัพย์โบราณที่วัดกุฏิดาว ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่เดิม เพราะยังไม่มีใครกล้าหาญไปขุดค้น เพราะเกรงว่าวิญญาณที่ยังคงวนเวียนเฝ้าสมบัติ จะมาหลอกหลอนและสาปแช่งวัดกุฏิดาวเป็นวัดเล็กๆ ป้ายชื่อวัดไม่มีบอก ต้องอาศัยถามจากชาวบ้าน แถวใกล้วัดกุฏิดาวยังมีวัดใกล้เคียงหลายวัด รวมถึงวัดมเหยงค์ซึ่งขึ้นชื่อว่า “ผีดุ” อีกวัดหนึ่ง

“วัดมเหยงค์” นี้เคยเป็นวัดร้าง ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของอุโบสถซึ่งกระเทาะหลุดร่อนเหลือแต่อิฐแดงๆ แต่ก็ยังมีเค้าโครงให้เห็นว่าเคยเป็นศาสนสถานที่สวยงามในอดีต   วัดมเหยงค์แห่งนี้เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า มีคนเคยได้ยินเสียงสวดมนต์ในท่วงทำนองอันไพเราะ ดังแว่วมาจากอุโบสถ เสียงสวดนั้นดังพร้อมเพรียงเป็นหมู่คณะ สวดช้า และเยือกเย็น ทำนองสวดไม่เหมือนปัจจุบัน และจะดังขึ้นในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งพอเดินไปดูที่ต้นเสียงกลับไม่มีใครเลย แล้วเสียงนั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้…

พ่อเมืองกรุงเทพฯ คนใหม่ ‘อัศวิน’ ของใคร?

หลังจากถูกคำสั่งพักงานมาเป็นเวลาร่วมๆสองเดือน สุดท้ายแล้ว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ก็กลายเป็นอดีตไปจริงๆ จากคำสั่งล่าสุดของหัวหน้าคสช.ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 44 สั่งให้พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อม รองผู้ว่าฯทั้ง 4 คน และในคำสั่งฉบับเดียวกันก็แต่งตั้งให้ “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง”เป็นผู้ว่าราชการ กทม. จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง    

เหตุผลที่ปลด “ชายหมู” คงไม่ต้องพูดถึงกันเพราะเป็นที่รู้กันว่าเพราะอะไร แต่เหตุใดจึงต้องเป็น “อัศวิน ขวัญเมือง” ยังคงเป็นข้อสงสัย ซึ่งเราจะมาค่อยๆ เฉลยกัน “อัศวิน” นั้นเดิมเป็นตำรวจ โดยเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 30 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง พล.ต.อ.ชัขวาลย์ สุขสมจิตร์ ตำแหน่งสูงสุดขณะเป็นตำรวจอยู่ที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่ก่อนหน้านั้นเขาผ่านตำแหน่งสำคัญๆ มาไม่น้อยว่าจะเป็นผู้บัญชาการตำรวนนครบาล ในช่วงปี 2550-2551 ผู้บังคับบัญชากองปราบปรามเมื่อปี 2542 ว่ากันว่าเขาได้รับแรงสนับสนุนจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในสมัยที่เป็นรองนายกฯที่ดูแลด้านความมั่นคงอยู่ไม่น้อย

คดีที่สำคัญ ก็ผ่านมาไม่น้อย เช่น คลี่คลายคดีสังหารมารดาของ นางคมคาย พลบุตร อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ คลี่คลายคดี “คาร์บอมบ์” ลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จับกุม นายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซียะ คดีจับกุมนายนพพล ประสงค์ศิล (จิ๊บ ไผ่เขียว) และคดีวิสามัญฆาตกรรมนายชาญชัย ประสงค์ศิล (โจ๊ก ไผ่เขียว)

แต่คดีที่เป็นที่จดจำและเป็นคำถามก็มีคือคดีวิสามัญฆาตกรรม “โจ ด่านช้าง” ซึ่งขณะนั้น “อัศวิน” ร่วมอยู่ในทีมกับ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ด้วยเมื่อเกษียณจากชีวิตราชการเขาก็มารับตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเป็นหนึ่งในทีมงานของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ซึ่งเขาเป็น 1 ใน 2 ที่มาจากโควตาพรรคประชาธิปัตย์ ต้นสังกัดของอดีตผู้ว่า กทม. ร่วมกับ “ผุสดี ตามไท”

พ่อเมืองกรุงเทพฯ คนใหม่ 'อัศวิน' ของใคร?


     sbobet เราได้คัดสรรบริการเกมส์ คาสิโนออนไลน์ และพนันกีฬาออนไลน์ ชั้นนำมาให้ท่านลูกค้าได้เลือกเล่นกันมากมาย ส่วนมากจะเป็นบริการที่ได้รับความนิยม และรู้จักันดีอยุ่แล้ว ท่านที่ชอบพนันบอลออนไลน์ไม่ควรพลาด สมัครง่ายเดิมพันสนุก กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง


มีเสียงเล่าว่า “อัศวิน” นั้นไม่ได้มาเพราะสนิทสนมกับ “คุณชายสุขุมพันธุ์” หากแต่ได้รับการทาบทามจาก “ชวน หลีกภัย” และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และแน่นอนว่าย่อมมีเสียงกระซิบเช่นกันว่า หนึ่งในแรงผลักดันก็มาจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ที่ผ่านมางานในหน้าที่ของ “อัศวิน” คือการ ดูแลสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งก็ทำได้เป็นอย่างดีแต่ผลงานที่สร้างชื่อและน่าจะสร้างความพึงพอใจให้กับหัวหน้าคสช. มีสามประการ

1.ผลงานการจัดระเบียบ

ไม่ว่าจะเป็นรถตู้อนุสาวรีย์ ทางเท้าสยาม คลองถม สะพานเหล็ก มันคงไม่ใช่เรื่องยากหากใช้แต่กำลังเข้าไล่รื้อ แต่หากฝีมือของ “อัศวิน” อยู่ที่การเจรจา ที่มีลูกล่อลูกชน รู้จักแข็งรู้จักอ่อน ว่ากันว่าเป็นบทเรียนที่เขาได้มาระหว่างการเป็นตำรวจ

คนที่อยู่ในวงเจรจาหลายครั้งเล่าว่า ในการเจรจาเขาไม่เคยตำหนิผู้ค้า จะมีการพูดเจรจาอย่างนุ่มนวล แต่หากแข็งมาเขาก็แข็งกลับเช่นกัน และสิ่งที่ทำให้การเจรจามักจะได้ผลเพราะเขาเป็นคนชนิดที่เรียกว่า “คำไหนคำนั้น” และจากผลงานนี้เองทำให้ได้รับคำชมทั้งจากผู้มีอำนาจและประชาชนไปไม่น้อย ขณะที่ผู้ค้าเองก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านมากอย่างที่คาดการณ์กันไว้

2.เรื่องการแก้ปัญหารถดับเพลิง

ที่ค้างคามาร่วมสิบปี จนสุดท้ายสามาระนำรถที่จอดเอาไว้มาซ่อมและนำออกมาใช้ได้ ที่สำคัญคือการโยกงบประมาณมาใช้จนเรื่องทุกอย่างเคลียร์ได้เรียบร้อย

และเรื่องที่ 3. คือผลงานการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหาร กทม. กับ สภา กทม. ที่ไม่ลงรอยกันเรื่องงบประมาณซึ่งมีกว่า 75,000 ล้าน จนฝ่ายบริหารคนอื่นไม่ยอมเซ็น จนร่ำๆว่าจะประกาศไม่ได้ จนถึงเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมาที่เหมือจะเป็นเดดไลน์ ซึ่งขณะนัั้นไม่มีตำแหน่งผู้ว่าอยู่แล้ว และรองผู้ว่าฯคนอื่นอีกสามคนก็พร้อมใจกันลา ไม่ยอมลงนามเพื่อประกาศใช้ เขาจึงใช้อำนาจในฐานะรองผู้ว่าฯที่ยังทำงานอยู่เซ็นประกาศคำสั่งออกไป

ไฟไหม้! ตลาด 100 ปีบางหลวง วอด 40คูหา เสียหายกว่า 10ล.

ไฟไหม้ตลาด 100 ปี บางหลวง หรือ ตลาด รศ. 122 ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี บริเวณริมแม่น้ำท่าจีน อ.บางเลน จ.นครปฐม ส่วนความเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89

เมื่อวานนี้ (5 ต.ค.) ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาด 100 ปี บางหลวง หรือ ตลาด รศ. 122 ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่อายุมากกว่า 100 ปี บริเวณริมแม่น้ำท่าจีน อ.บางเลน จ.นครปฐม ทำให้โรงเรียนเจี้ยนหัวซึ่ง ที่อยู่ห่างเพียง 30 เมตร ต้องอพยพนักเรียนจำนวนกว่า 900 คน ไปหลบที่โรงสีข้าว ที่ห่างออกไป 100 เมตร เพื่อความปลอดภัย

โดยตลาดแห่งนี้มีลักษณะเป็นอาคารห้องแถวไม้ จึงทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว และพื้นที่ในตลาดค่อนข้างจะคับแคบ รถดับเพลิงเข้าไปในพื้นที่ได้อย่างยากลำบาก ทำให้ห้องแถวไม้สองชั้นถูกไหม้เสียหาย 40 คูหา เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

ทางด้านนายมานพ กองเมือง อายุ 76 ปี ชาวบ้านที่ประสบเหตุ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้ยินเสียงคล้ายคนทะเลาะกันอยู่ที่ชั้นบนของบ้านที่อยู่ติดกันซึ่งถูกระบุว่าเป็นบ้านต้นเพลิง ตนจะเข้าไปดูแต่ลูกสาวห้ามเอาไว้ เกรงว่าเจ้าของบ้านจะว่าที่เข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่น สักครู่ก็ได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือว่าเพลิงไหม้ และมีเปลวเพลิงพวงพุ่งออกมาจากชั้น 2

ตนจึงรีบนำถังเคมีขึ้นไปช่วยดับเพลิง แต่ไม่สามารถดับได้ ตนจึงวิ่งกลับลงมาและช่วยลูกสาวอุ้มภรรยา ซึ่งนอนป่วยเป็นอัมพฤกษ์ หนีไปอาศัยบ้านคนที่อยู่ด้านนอก ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ หรือเสื้อผ้า ไม่ได้หยิบอะไรติดมือออกมาเลย กลับมาอีกทีไฟก็รุกโหมไปทั่วบริเวณแล้ว ส่วนสาเหตุ เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนถูกไฟไหม้ ไปพักอาศัยที่โรงเรียนใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ส่วนความเสียหายคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

งูเหลือม แม่กลองชุก ครึ่งชั่วโมงจับได้ 2 ตัวใหญ่สุดยาว 6 เมตร จับได้ขณะกำลังกินแมว

วันที่ 27 กันยายน 2559 เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงครามได้รับแจ้งเหตุพบงูเหลือมขนาดใหญ่

ภายบ้านเลขที่ 133/90 ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม จึงเข้าไปตรวจสอบบริเวณหลังบ้านพบงูเหลือมยาวประมาณ 4 เมตร นอนขดอยู่ใต้ถังน้ำ จึงใช้อุปกรณ์จับงูซึ่งอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงครามออกแบบเองจับได้อย่างละม่อม จึงนำไปปล่อยสู่ธรรมชาติต่อไป

%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1

นายสงคราม ชุนหวัฒนา อายุ 78 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าวเล่าว่าตนกำลังนั่งดูโทรทัศน์ได้ยินเสียงสุนัขที่เลี้ยงไว้ 3 ตัว เห่าผิดปกติจึงออกมาไปตรวจดูบริเวณหลังบ้านก็พบงูเหลือมตัวดังกล่าวหลบอยู่ใต้ถังน้ำจึงแจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิให้มาช่วยจับ ซึ่งปกติจะเจองูบ่อยแต่ไม่ใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเข้ามาได้อย่างไร

ต่อมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงครามได้รับแจ้งพบงูอีก1ตัวกำลังเขมือบแมว จึงรีบไปตรวจสอบบริเวณโรงจอดรถไม่มีเลขที่ ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม พบงูเหลือบขนาดใหญ่ยาวกว่า 6 เมตร กำลังเขมือบแมวเข้าไปทั้งตัว โดยมีเจ้าของโรงจอดรถจับหางงูไว้ให้ เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์จับ จนงูสำลอกแมวออกมา เจ้าหน้าที่จึงจับงูปล่อยสู่ธรรมชาติต่อไป

นายธนา แก้วมุกดา อาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงครามกล่าวว่าช่วงหน้าฝนนี้อาจพบงูมากเนื่องจากจังหวัดสมุทรสงครามมีความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นหากประชาชนหากพบงูทุกชนิดอย่าตกใจให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งมีความเชี่ยวชาญและอุปกรณ์พร้อมมาจับจะปลอดภัยที่สุด

เราได้คัดสรรบริการเกมส์ คาสิโนออนไลน์ goldclub slot และพนันกีฬาออนไลน์ ชั้นนำมาให้ท่านลูกค้าได้เลือกเล่นกันมากมาย ส่วนมากจะเป็นบริการที่ได้รับความนิยม และรู้จักันดีอยุ่แล้ว ท่านที่ชอบพนันบอลออนไลน์ไม่ควรพลาด สมัครง่ายเดิมพันสนุก กับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

เว็บไซต์ : http://starvegas-slot.com