Posts Tagged ‘่ข่าวด่วน’

“คนอื่นไม่ควรตายแบบแม่” ความสูญเสียนำมาซึ่งความเสียสละของชายอินเดีย

ชายชาวอินเดียกับบริการพาคนป่วยซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปโรงพยาบาลฟรี เพียงหวังไม่ให้ต้องมีใครต้องตายเพียงเพราะไม่ได้ไปโรงพยาบาล

“เราไม่มีเงินเรียกรถพยาบาล ผมกับพี่ชายพยายามเคาะประตูบ้านทุกหลังในละแวกนั้น วิงวอนขอร้องให้ใครก็ได้ช่วยพาแม่ไปส่งโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครช่วยเราเลย” นายคาริมูล ฮาคิว ชายชาวอินเดียวัย 50 ปีเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางดึกวันหนึ่งเมื่อ 26 ปีก่อน ทันที่หลานชายวิ่งมาบอกว่าแม่ของเขาหมดสติ เขารีบผละจากงานกลับบ้าน แต่กว่า 5 ชั่วโมงผ่านไปโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้จนกระทั่งแม่สิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา

เขาเชื่อว่าวันนั้นแม่ของเขาไม่น่าจะต้องตายแต่เพราะเขากับพี่ชายไม่สามารถพาแม่ไปโรงพยาบาลได้ “ผมบอกตัวเองว่าแม่ตายไปแล้วแต่คนอื่นไม่ควรต้องตายแบบแม่ ผมอยากให้คนป่วยได้ไปถึงโรงพยาบาลเร็วๆ จะได้ไม่ต้องมีใครต้องรู้สึกเจ็บปวดเสียใจเหมือนผมอีก” ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำงานในไร่ชาได้ค่าแรงวันละประมาณ 50 บาท จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาล

นายคาริมูล เก็บหอมรอมริบจากการทำงานในไร่ชาหลายปี แต่ด้วยรายได้เพียงน้อยนิด เขาจึงซื้อได้เพียงมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันและใช้มันเป็นเหมือนรถพยาบาล “ตอนแรกหลายคนคิดว่าผมล้อเล่น บางคนหัวเราะเยาะผมด้วยซ้ำ แต่ผมไม่สนใจครับ”

เขาพาทั้งคนป่วยทั้งคนที่ได้รับบาดเจ็บในหมู่บ้านและพื้นที่รอบๆ ไปโรงพยาบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จนได้รับการขนานนามจากคนในละแวกนั้นว่า “Ambulance Dada (พี่ชาย)” ที่ผ่านมา เขาโชคดีที่เจ้าของไร่ชาที่เขาทำงานอยู่ประทับใจสิ่งที่เขาทำ จึงอนุญาตให้เขาลางานส่งคนป่วยคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลได้

หมู่บ้าน Dhalabari ของเขาอยู่ระหว่างตีนเขาหิมาลัยกับที่ราบทางตะวันออกของอินเดีย เส้นทางไปถึงโรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกไป 50-60 กิโลเมตรยังอยู่ในสภาพแย่ บางช่วงเป็นดินโคลนเฉอะแฉะ บางช่วงต้องผ่านป่า ทำให้บางครั้งเขาต้องใช้ผ้ารัดตัวคนป่วยไว้กับตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ตกมอเตอร์ไซค์

15 ปีที่ผ่านมา คาริมูลช่วยคนได้ถึงกว่า 4,000 คน “ผมอยากทำสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ และถ้าผมตาย ผมก็อยากให้ลูกชายของผมทั้ง 2 คนรับช่วงสานต่อครับ”

ลูกลิงน้อยน่าสงสาร แอบดูดกาแฟถุงที่ทิ้งไว้ นอนสลบเกือบไม่รอด

เพจเฟซบุ๊ก “คนรักลิงหัวใจแกร่ง” แชร์เรื่องราวของลูกลิงวัย 6 เดือน ซุกซนดูดถุงกาแฟนักท่องเที่ยว สลบเหมือด 10 ชั่วโมง จนเกือบไม่รอดชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “คนรักลิงหัวใจแกร่ง” ได้โพสต์เรื่องราวน่าสะเทือนใจ หลังสมาชิกชมรมคนรักลิงหัวใจแกร่งได้รับแจ้งจากพ่อค้าที่ขายถั่วต้ม บริเวณจุดชมลิงแสม บางขุนเทียน ระบุว่ามีลูกลิงเพศผู้ อายุประมาณ 6 เดือน ไปดูดกาแฟในถุงของนักท่องเที่ยวที่แขวนไว้บนรถจักรยานยนต์ โดยหลังจากที่กินเข้าไปลูกลิงเกิดอาการสะลึมสะลือ อ่อนแรง แต่ยังสามารถเกาะอยู่บนอกของลิงพี่เลี้ยงที่เป็นตัวผู้ได้

ทีมงานและสัตวแพทย์ประจำกลุ่มจึงต้องวางแผนแยกตัวลูกลิงไปรักษาให้เร็วที่สุด เพราะคาดว่าลูกลิงน่าจะได้รับผลกระทบจากฤทธิ์คาเฟอินที่อยู่ในกาแฟอย่างรุนแรง ทำให้หัวใจเต้นเร็วและใกล้หมดสติ แต่การจับลูกลิงไปรักษาค่อนข้างยาก เพราะลูกลิงเกาะอยู่บนตัวพี่เลี้ยง ทางชมรมฯ จึงได้วางยาสลบพี่เลี้ยงลิง โดยอยู่ภายใต้ความดูแลของสัตวแพทย์ประจำกลุ่ม และแยกตัวลูกลิงไปรักษาอย่างเร่งด่วน

โดยขอความกรุณาจาก รพ.สัตว์หมอไรวินท์ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง รีบรักษาอาการของลูกลิงเบื้องต้นด้วยการพักฟื้นให้น้ำเกลือก่อนที่จะนำคาร์บอนผสมน้ำป้อนใส่ปากลิง โดยเริ่มรักษาอาการ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. จนถึง ตี 3 ของวันรุ่งขึ้น

หลังจากนั้นจึงเฝ้าดูอาการอีกระยะ จนลูกลิงค่อยๆ รู้สึกตัว และมีอาการดีขึ้น ชมรมฯ จึงพากลับคืนถิ่นโดยมีลิงพี่เลี้ยงมารับตัวกลับไป แต่ยังคงเฝ้าติดตามอากรอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะมั่นใจว่าลูกลิงจะปลอดภัย

สำหรับประชาชนทั่วไป เมื่อมาถึงจุดชมลิงแสมบริเวณนี้ ทางชมรมคนรักลิงหัวใจแกร่ง วอนขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของชมรมฯ หรือป้ายแนะนำ ที่ขอความร่วมมือให้นำเฉพาะผักและผลไม้มาให้ลิงกิน และอย่าให้อาหารลิงตามแนวถนน เพราะที่ผ่านมามีลิงถูกรถชน รถทับตายจำนวนมาก ชมรมฯได้ตั้งโต๊ะให้อาหารลิงไว้และที่อนุสาวรีย์คุณกะลา เพื่อให้ลิงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ดีใจพอๆ กับได้รางวัลใหญ่ หนุ่มแชร์ถูกเลขใบเดียว 3 รางวัล

โลกออนไลน์แชร์ภาพล็อตเตอรี่ของหนุ่มดวงนี้ ถูก 3 รางวัลพร้อมกันเพียงสลากฯ ฉบับเดียว เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นไม่ได้ง่าย ต้องดีใจพอๆ กับถูกรางวัลที่ 1

(2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการออกผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะมีเลขเด็ดเลขดังและเลขมงคลมากมายให้ได้เสี่ยงโชค ขณะที่ยังมีรายงานผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 ออกมาเป็นระยะๆ ให้สังคมได้ร่วมแสดงความยินดี

แต่อีกมุมหนึ่งในโลกออนไลน์ ผู้โชคดีรายนี้ก็ถือว่าได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งได้โพสต์แชร์ภาพล็อตเตอรี่ของตัวเองลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “ชุมชนคนรักบ่อวิน” ที่กลายเป็นกระแสกล่าวถึงไม่ต่างกับคนถูกรางวัลใหญ่เลย เนื่องจากชายคนดังกล่าวถูกล็อตเตอรี่ถึง 3 รางวัลซ้อนจากสลากฯ เพียงใบเดียว

โดยภาพล็อตเตอรี่ที่ถูกแชร์ส่งต่อกันเผยให้เห็นสลากฯ หมายเลข “165485” ที่ผลปรากฏว่าในงวดล่าสุด ถูกรางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลเลขท้าย 3 ตัว และ รางวัลเลขท้าย 2 ตัวในคราวเดียว รวมเงินรางวัลที่จะได้รับ 10,000 บาท เลยทีเดียว

หลังจากภาพดังกล่าวแชร์ออกไป มีผู้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก หลายคนมองว่าโอกาสที่จะถูก 3 รางวัลในครั้งเดียวแบบนี้ เกิดขึ้นได้ยากพอๆ กับถูกรางวัลที่ 1 นับว่าเป็นการได้โชคซ้ำซ้อนแบบ 3 เด้งที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉาความโชคดีของผู้ได้ครอบครองสลากฯ ใบนี้

นักกีฬาไต้หวันลืมของบนแท็กซี่ โชเฟอร์ตีเนียนเก็บเงียบไว้ 3 วัน

นักกีฬาชาวไต้หวันลืมกระเป๋าและทรัพย์สินบนรถแท็กซี่ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนบาท แต่โชเฟอร์แท็กซี่เก็บของไว้ไม่ส่งคืน สุดท้ายถูกตามจับตัวได้

เมื่อคืนวานนี้ (1 พ.ย.) กล้องวงจรปิดบันทึกภาพนักกีฬาฮอกกี้ชาวไต้หวัน 2 คน เดินมาที่ตู้กดบัตรคิวในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะเดินออกไป โดยกล้องอีกมุมจะเห็นว่าเขาเดินมาสมทบกับเพื่อนอีก 2 คน ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทาง แยกย้ายกันไปขึ้นรถแท็กซี่ ออกไปจากบริเวณดังกล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยภาพวงจรปิดดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญ เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางว่า ได้เรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งโรงแรมย่านห้วยขวาง แต่ลืมกระเป๋าไว้ท้ายรถ ภายในมีกระเป๋าแบรนด์เนม และมีเงินสดรวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท โดยได้นำสลิปบัตรคิวการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเป็นหลักฐาน

ทางตำรวจจึงได้ประสานไปยังศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และฝ่ายขนส่งรถแท็กซี่สาธารณะสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลจากสลิปซึ่งระบุรายละเอียดรถแท็กซี่ที่ให้บริการ กระทั่งทราบว่าคนขับรถแท็กซี่ที่รับนักกีฬาทั้ง 2 คน คือ นายคัมภีร์ อายุ 45 ปี จึงติดตามตัวมาสอบปากคำ แต่เจ้าตัวให้การว่าไม่เห็นสัมภาระดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จึงได้นำหลักฐานสลิปบัตรคิวการเรียกใช้รถแท็กซี่ รวมทั้งให้ผู้เสียหายชี้ภาพถ่ายใบหน้าของคนขับรถ ซึ่งสามารถชี้ได้ถูกต้อง นายคัมภีร์จึงยอมรับสารภาพว่าเก็บกระเป๋าของผู้เสียหายไว้จริง โดยทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่ห้องพัก แต่เขาอ้างว่าไม่รู้จะติดต่อผู้เสียหายอย่างไร จึงเก็บเอาไว้เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายคัมภีร์ ไปสอบสวนอย่างละเอียด ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยในวันนี้จะได้นัดให้ผู้เสียหายมารับทรัพย์สินทั้งหมดคืนต่อไป

ขณะที่ นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฝากถึงผู้โดยสารที่ใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะว่า ควรจะใช้บริการตามจุดที่กำหนดไว้ และควรเก็บสลิปบัตรคิวการใช้บริการรถแท็กซี่ทุกครั้ง เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น หรือ หากคนขับแท็กซี่เรียกเก็บเงินเกินมิเตอร์

คุณยายขี้เหงาติดป้ายหาคู่หน้าบ้าน อยากมีคนที่รู้ใจในบั้นปลายชีวิต

คุณยายอายุ 65 ปี อยู่บ้านคนเดียวเกิดความเหงาประกาศหาเพื่อนชายมาเป็นคู่คลายเหงา และผู้ที่จะมาเป็นคู่ครองจะต้องเป็นคนดี จริงใจ สุขภาพดี เป็นพ่อหม้าย มีเงินบำนาญที่เหลือพอใช้สำหรับ 2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ้านหลังหนึ่งที่ถนนหลังโรงเรียนวิพากย์ ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ได้มีการติดป้ายประกาศข้างรั้วบ้านจำนวน 2 ป้าย ซึ่งมีข้อความว่า หญิงอายุ 65 ปี ต้องการหาเพื่อนชายอายุระหว่าง 60 – 70 ปี (พ่อหม้าย) มีเงินบำนาญ

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว เป็นบ้านชั้นเดียวตัวบ้านตกแต่งสไตล์ยุโรป บริเวณด้านนอกบ้านประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ บรรยากาศดี ขณะที่ภายในบ้านมีเพียงคุณยายสมปอง อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวเพียงลำพัง

คุณยายสมปอง ได้เล่าชีวิตให้ฟังว่า เคยมีสามีมาแล้ว 3 คน คนแรกเป็นคนไทย อาชีพรับราชการ แต่ต้องเลิกรากันเพราะสามีชอบดื่มเหล้าและหาเรื่องตบตี มีลูกชายด้วยกัน 2 คน หลังจากที่ได้เลิกกับสามีคนไทยก็ได้สามีชาวเยอรมันอยู่ด้วยกัน 5 ปี สามีเยอรมันคนนี้มีนิสัยเหมือนสามีคนไทย คือชอบดื่มเหล้าและตบตี ตนเองจึงได้ขอหย่าและออกจากบ้านไปทำขอทำงานรับจ้างตามบ้านของชาวเยอรมัน

หลังจากนั้นตนก็เสียภาษีให้กับรัฐบาลของเยอรมัน ทำงานได้ 8 ปี สุขภาพไม่ดีเป็นวัยทอง จึงได้เดินทางกลับเมืองไทย ซึ่งได้รับเงินสวัสดิ์การของรัฐจากประเทศเยอรมันมาจำนวน 4 แสนบาท ได้นำมาสร้างบ้านหลังปัจจุบันนี้ และได้กลับไปทำงานประเทศเยอรมันอีก ครั้งนี้ได้สามีใหม่เป็นคนสูงอายุอยู่ด้วยกันเพียง 2 ปี ตนเองสุขภาพไม่ดี นอนไม่หลับติดต่อกันตลอดหลายเดือน สามีเยอรมันคนใหม่นี้บอกเธอคงคิดถึงบ้านและบอกให้กลับบ้าน ส่วนตัวสามีก็ได้ภรรยาใหม่แล้ว

เมื่อกลับมาอยู่บ้านคนเดียว ลูก 2 คนเขามีครอบครัว ก็แยกไปอยู่ต่างหาก ตนเองรู้สึกเหงาอยากจะมีคนที่รู้ใจมาอยู่เป็นเพื่อน จึงได้ไปจ้างร้านให้เขาเขียนป้ายติดที่ประตูและรั้วบ้านเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเพราะความเหงาและความน้อยใจลูกด้วย

หลังจากที่ติดป้ายก็มีผู้ชายอายุ 58 ปี เข้ามาพูดคุยและสนใจที่จะเป็นคู่ครองด้วย แต่ได้ปฏิเสธเขาไป เพราะเรื่องรายได้ที่เขามีเงินบำนาญที่ใช้หนี้แล้วจะมีเงินเหลือเพียง 8 พันบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับที่ต้องใช้กัน 2 คน หลังจากนั้นก็ยังไม่มีใครมาถามอีกเลย

คุณยายสมปองบอกว่า การติดป้ายประกาศหาเพื่อนชายนี้ ชาวบ้านและลูก 2 คนไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะลูกบอกว่า หากไปได้คนไม่ดีจะไม่ส่งเงินให้ตนเองใช้ ดังนั้นคนที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนในบั้นปลายชีวิตของตนเองต้องเป็นคนดี จริงใจ เป็นคนที่เข้ากับตนเองได้ ส่วนชาวบ้านจะคิดอย่างไรตนเองไม่ได้สนใจ หลังจากที่ข่าวคุณยายสมปอง แพร่กระจายออกไป มีชาวบ้านได้ขับรถวนเวียนมาดู บางรายก็ลงมาถ่ายรูปคู่กับป้ายด้วย

“บิ๊กตู่” ย้ำเอาอยู่ ไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54

รัฐบาลยืนยันไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 เพราะปริมาณน้ำน้อยกว่ามาก ชี้รัฐวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ พร้อมสั่งกำชับเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยนอกคันกั้นน้ำอย่างเต็มที่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รายงานสถานการณ์น้ำขณะนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมใหญ่เช่นเดียวกับในปี 2554 เพราะปริมาณน้ำในปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2554 มาก อีกทั้งทุกหน่วยงานได้วางแผนบริหารจัดน้ำอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันอย่างเต็มที่ โดยได้นำบทเรียนในอดีตมาแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น จึงไม่อยากให้พี่น้องประชาชนตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อข่าวลือของผู้ไม่หวังดี

“ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางเปรียบเทียบกัน 2 ปี มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 ต.ค.60 ปริมาณน้ำในเขื่อนของภาคเหนือรวมกันอยู่ที่ 18,318 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เมื่อ 11 ต.ค. 54 อยู่ที่ 24,477 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนของภาคกลางปีนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 1,287 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปี 2554 อยู่ที่ 1,377 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ปริมาณน้ำท่าที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในปีนี้ก็น้อยกว่าปี 2554 ด้วยเช่นเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม จากฝนที่ตกหนักบริเวณภาคเหนือทำให้น้ำเหนือไหลลงสู่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ท้ายเขื่อน นอกคันกั้นน้ำ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้พยายามจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด เช่น ทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อชะลอน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้ารับน้ำเต็มศักยภาพ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำต่าง ๆ รับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 10 เขต ของกทม.ที่ประชาชนเป็นห่วง ได้แก่ เขตบางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางกอกน้อย คลองสาน และเขตราษฎร์บูรณะ นั้น ที่ผ่านมา กทม.ได้สร้างแนวกั้นน้ำแล้ว 77 กิโลเมตร มีระดับความสูงตั้งแต่ 2.80 – 3.50 เมตร ส่วนการระบายน้ำ ณ ประตูระบายน้ำบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่น้ำจะเข้าสู่ กทม.ขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ปกติคือเฉลี่ย 2,200 ลบ.ม.ต่อวินาที และมีศักยภาพรองรับได้อีกถึง 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งต่างจากเมื่อปี 2554 ที่มีการระบายน้ำออกมากกว่า 4,000 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งกำชับให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประสานกับจังหวัด หน่วยทหาร และองค์กรปกครองท้องถิ่น เร่งออกช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย พร้อมทั้งแจ้งเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพราะในช่วงนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากพายุในฤดูมรสุม เพื่อให้สามารถเตรียมการรับมือและป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้อย่างทันท่วงที

จับตาสถานการณ์น้ำ 2560 พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนนี้น่าเป็นห่วง ไล่มาตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ที่รับน้ำมาจากนครสวรรค์ เรื่อยมาจนถึง สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี

เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเพิ่ม จนทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น จนต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเวลาที่ต้องระบายน้ำออกแบบนี้ ก็จะต้องกระทบบ้านเรือนที่อยู่ตลอดแนวลุ่มน้ำ

ทำไมน้ำฝนมีปริมาณมากขึ้น สาเหตุเพราะหย่อมความกดอากาศต่ำที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน คือหย่อมความกดอากาศเริ่มขึ้นในทะเลจีนใต้ แล้วมันก็เพิ่มกำลังแรงขึ้นเป็นดีเปรสชั่น จนขึ้นฝั่งที่เวียดนาม ยังเป็นดีเปรสชั่น แต่ก็ค่อยๆอ่อนกำลังลงกับไปเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและเคลื่อนเข้า สปป.ลาว ก็เลยทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของประเทศ น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้น ต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล

เมื่อพูดถึงทะเล ภาคใต้ฝั่งอันดามันตอนนี้ก็ฝนเยอะ แต่คนละสาเหตุกับตอนบน คือตอนนี้เป็นช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดตามฤดูกาลอยู่แล้ว ได้หอบเอาฝนจากมหาสมุทรอินเดียมาด้วย เลยทำให้จังหวัดฝั่งอันดามันมีฝนตกชุกในช่วงนี้ คนละสาเหตุกัน แต่มีผลเกี่ยวเนื่องกัน เพราะถ้าตอนบนจำเป็นต้องระบายน้ำลงทะเล แต่ทะเลมีน้ำทะเลหนุน น้ำก็ไม่ได้ไป ท่วมคาที่ที่เรือกสวนไร่นาบ้านเรือนประชาชนอยู่อย่างนั้น

จากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาที่ชัยนาทมีปริมาณมากขึ้น จำเป็นต้องปล่อยน้ำ ก็จะทำให้สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เรื่อยมา เลาะแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องเฝ้าระวังมวลน้ำ

ที่ชัยนาทนี่เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของมวลน้ำที่จะไหลลงพื้นที่ลุ่มริมเจ้าพระยา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีเขื่อนเจ้าพระยาที่ตอนนี้จำเป็นต้องปล่อยน้ำออกมา 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที และเพิ่มเป็น 2,188 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 17.00 น. เมื่อวาน เพิ่มถึง 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที มวลน้ำจะใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ในการเดินทางไปที่สิงห์บุรี หลังจากนั้นอีก 8 ชม. ก็จะไปถึงที่อ่างทอง

ประชาชนที่อาศัย 2 ริมฝั่งแม่น้ำ รวมถึงริมสองฝั่งคลองเมือง ซึ่งพื้นที่เกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีแม่น้ำล้อมรอบ ตอนนี้ประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบ หลายชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องขนของย้ายขึ้นที่สูงเนื่องจากน้ำที่ท่วมสูงขึ้น

หน้าวัดน้ำวน ต. บางเดื่อ อ.เมือง จ.ปทุมธานี ในตอนเช้าเริ่มมีน้ำเข้าพื้นที่ ชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันกรอกกระสอบทรายเพื่อไปนำกั้นขอบตลิ่งไม่ให้น้ำเจ้าพระยาไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ แต่ไม่ทัน ในช่วงเย็นน้ำขึ้นสูงเลยเอ่อท่วมรอบวัด ระดับน้ำในวัดสูงถึง 30 เซนติเมตร

เกาะเกร็ด นนทบุรี บ้านเรือนบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ พบว่ามีปริมาณน้ำล้นตลิ่งขึ้นมาสูงระดับ 15-30 ซม. ตามแต่ละพื้นที่ลาดเอียง ทำให้บ้านเรือนบางหลังได้รับผลกระทบ ถนนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านต้องลุยน้ำเพื่อสัญจรเข้า-ออก ชาวบ้านประสบเหตุการณ์แบบนี้มาจำนวน 2 วันที่ผ่านมา

เบื้องต้นคาดว่าปริมาณน้ำจะลดลงหลังจากวันที่ 11 ตุลาคม เนื่องจากน้ำทะเลเข้าสู่ภาวะปกติ

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com

ต้องสั่งปิด! รร.นานาชาติชื่อดังเชียงใหม่ ถูกน้ำพัดเสียหายกว่า 40 ล้าน

น้ำท่วมหนัก อาคารเรียนสร้างจากดินของ รร.นานาชาติชื่อดัง ถูกกระแสน้ำพัด เสียหายกว่า 40 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว

(12 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ยังไม่คลี่คลาย ยังมีหลายจุดที่น้ำยังคงท่วมขัง ระดับน้ำสูงกว่า 50 เซนติเมตร ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ล่าสุด คุณครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียนนานาชาติปัญญาเด่น ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ช่วยกันขนย้ายและทำความสะอาดอุปกรณ์การเรียน สมุดหนังสือ รวมทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ออกจากอาคารเรียนที่ถูกน้ำท่วม หลังจากที่ถูกน้ำป่าจากยอดดอยไหลทะลักเข้าท่วมตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ทำให้อาคารเรียนที่สร้างจากดินและมีโครงสร้างเป็นไม้ไผ่ 15 หลัง บนพื้นที่ 14 ไร่ ได้รับความเสียหาย ถูกน้ำกัดเซาะจนผนังอาคารพังลงมาหลายจุด รวมทั้งอาคารเอนกประสงค์ที่สร้างจากไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร เสียหายด้วยเช่นกัน

นางสาวยอดเพชร สุดสวาท เจ้าของโรงเรียน บอกว่า น้ำเริ่มเข้าท่วมตั้งแต่ 05.00 น. ก่อนจะเพิ่มระดับอย่างรวดเร็วในช่วง 08.00 น. ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ขนของหนีไม่ทัน แม้ว่าจะใช้เครื่องสูบน้ำเข้าช่วย แต่จนถึงช่วงบ่ายระดับน้ำก็ลดลงเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้ทางโรงเรียนต้องสั่งปิดโรงเรียนไม่มีกำหนด พร้อมเตรียมประสานให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาล – ป.6 กว่า 200 คน ไปเรียนที่อื่นชั่วคราว เนื่องจากเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาและคาดว่าต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู

สำหรับอาคารเรียนและอาคารสำนักงานทั้ง 15 หลัง ที่สร้างจากดินและไม้ไผ่ เป็นแนวคิดของโรงเรียนที่ต้องการให้นักเรียนอยู่กับธรรมชาติ และ ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com

ประชาชนร้องเรียน “กินสับปะรด” แล้วมีอาการลิ้นชา

มีประชาชนร้องเรียนผ่านทีมข่าวพีพีทีวี ว่าเกิดอาการลิ้นชา หลังซื้อสับปะรดแบ่งขาย บริเวณท้องสนามหลวงมากิน โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า สับปะรดดังกล่าว อาจผสมสารเคมี เพราะมีสี และรสชาติผิดปกติ

วันนี้ (12 ต.ค.) ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่ หลังได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า เกิดอาการลิ้นชา หลังซื้อสับปะรดแบ่งขาย บริเวณท้องสนามหลวงมากิน โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า ซื้อมาจากบริเวณท่าเรือ ท่าช้าง ที่อยู่ติดกับท้องสนามหลวง ซึ่งมีแม่ค้าขายสับปะรดลักษณะนี้หลายร้าน หลังจากที่กินสับปะรดไปได้ไม่นาน เกิดอาการชาไปทั้งลิ้น และเมื่อสังเกตน้ำที่ออกมาจากสับปะรด พบว่ามีสีเข้มผิดปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่า สับปะรดดังกล่าวอาจผสมสารเคมี

ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจตามที่ประชาชนร้องเรียนมา แต่ไม่พบร้านขายสับปะรด เมื่อสอบถามไปยังร้านค้าบริเวณดังกล่าว พบว่า ช่วงนี้ไม่มีทัวร์มาลง แม่ค้าขายสับปะรดจึงหยุดขาย เพราะส่วนมากแล้วจะเน้นขายให้กับลูกทัวร์ชาวจีน

ทีมข่าวจึงนำภาพที่ประชาชนร้องเรียน ไปให้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจสอบ เบื้องต้น อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งข้อสังเกตจากภาพว่า อาจมีการผสมสีลงในสับปะรด เพราะน้ำที่ออกมาจากสับปะรดมีสีเข้มผิดปกติ แต่ทั้งนี้ต้องนำมาตรวจสอบภายในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาสารเคมีให้ชัดเจน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ในสับปะรด จะมีเอนไซม์ตามธรรมชาติ ที่มีชื่อว่าบลอมิเลน มีคุณสมบัติย่อยโปรตีน หากกินสับปะรดในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดอาการลิ้นชาได้

แต่ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์ พบว่า ที่ผ่านมา มักตรวจพบว่า ผู้ค้าจะสารเคมีในผลไม้สด เพื่อแต่งสีและรสชาติให้ผลไม้น่ารับประทาน คือ สีผสมอาหาร และขัณฑสกร สารเคมีเหล่านี้กฎหมายไม่อนุญาตให้ใส่ลงไปในผลไม้สด ถือว่าผิดกฎหมาย และหากผู้บริโภครับสารเคมีเหล่านี้มากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอาหาร ท้องเสีย อาเจียน เกิดอาหารชา และหากแพ้สารเคมีเหล่านี้ อาจทำให้ถึงขั้นเป็นอัมพาตได้

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com

ป้าผวาแก๊งเงินกู้ บุกพ่นสีด่าทั่วบ้าน โอดคนให้กู้เป็นหนี้แทนแล้วเผ่น

แก๊งเงินกู้เหิมบุกพ่นสเปร์ย ทุบประตูรั้วกระถางต้นไม้เกลื่อน หลังป้าวัย 59 ปี ขาดเงินส่งดอก ขณะที่เจ้าของบ้านเผย ช่างรับเหมาที่เคยทำงานให้กู้หนี้นอกระบบแทน ก่อนจะเผ่นหนี

เมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) ร.ต.ท.พชรพล ตอรบรัมย์ พงส.สภ.พระสมุทรเจดีย์ได้รับแจ้งจาก นางอุส่าห์ อายุ 59 ปี ว่า มีแก๊งเงินกู้เข้ามาพ่นฉีดสเปร์ยบริเวณทางเข้าบ้านและรั้วประตูบ้านกระถางต้นไม้หน้าบ้านถูกทุบแตกเสียหายหลายใบ ประตูรั้วที่สร้างรอบไว้ด้วยแผ่นยิปซั่มถูกถีบทำลายเสียหาย จึงรายงาน พ.ต.อ.อนันต์ ชัยชาญ ผกก.สภ.พระสมุทรเจดีย์ พ.ต.ท.นาวิน ทองสง่า รอง.ผกก.สส.ทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและสายตรวจรถจักรยานยนต์

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์ขนาด 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิดบริเวณพื้นปูหน้าบ้านพบรอยสีสเปร์ยสีขาวฉีดพ่นคำว่า “อีเหนียวหนี้” บริเวณรั้วประตูเข้าบ้านพบข้อความเช่นเดียวกันฉีดพ่นทั้งประตูและรั้วข้างบ้าน และบริเวณกระถางต้นไม้หน้าบ้านทั้ง 2 ฝั่ง มีเศษกระถางต้นไม้และเศษดินเกลื่อนพื้น ภายในบ้านพบ นางอุส่าห์ เจ้าของบ้าน นั่งอยู่ในอาการที่หวาดระแวง ก่อนนำใบเสร็จสำคัญการส่งเงินและเอกสารติดต่อกู้เงินให้เจ้าหน้าที่ดู

จากการสอบถาม นางอุส่าห์ ทราบว่า ตนมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างโดยแบบโยนงานให้ช่างแล้วมารับเงินว่าจ้างต่อ ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์แก๊งเงินกู้มาพ่นฉีดสเปร์ยนั้น เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตนได้รับเหมางานต่อเติมบ้านย่านพระประแดงโดยได้ว่าจ้าง นายอุเทน (ไม่ทราบนามสกุล) ช่างทำงานด้วยกัน 2 ปี เป็นผู้ไปทำงานแต่ นายอุเทน บอกว่าขอเบิกเงินล่วงหน้าก่อนจำนวน 20,000 บาท เพื่อจะนำไปใช้จ่ายค่าวัสดุและใช้จ่ายส่วนตัว

ตนบอกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยมีงานเท่าไรเพราะฝนตกบ่อยและเงินที่ติดตัวมีไม่มากนั้น จึงให้นายอุเทนไปหาแหล่งเงินมาเองแล้ว นางอุส่าห์ จะเป็นคนค้ำประกันให้ จนกระทั่ง นายอุเทน ไปติดต่อแหล่งเงินได้แล้วแต่ทางเจ้าของแหล่งเงินไม่อนุญาตให้ นายอุเทน เป็นผู้กู้ เนื่องจากเป็นแค่ช่างและที่พักมีไม่แน่ชัด จึงมาให้นางอุส่าห์ เป็นคนกู้เพียงคนเดียว

แต่ด้วยความสงสารตนจึงตอบตกลงกู้เงินมาจำนวน 20,000 บาท ซึ่งส่งดอกวันละ 400 บาท แต่รับจริงเพียง 17,400 บาท โดยเจ้าของแหล่งเงินอ้างว่าต้องหักค่าบริการ ค่าเอกสาร ค่าน้ำมันรถ ค่าโทรศัพท์จน รุ่งขึ้นอีกวันตนรีบจ่ายเงินจำนวน 400 บาท เป็นค่าดอกไปก่อนหน้านี้บางวันจ่ายถึง 1,200 บาท

หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 วัน ลูกน้องที่เป็นช่างอีก 2 คน ขอเบิกเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อกลับบ้านต่างจังหวัด ตนจึงเงินติดต่อแหล่งเงินขอกู้เพิ่มอีก 10,000 บาท แต่รับจริงเพียง 7,800 บาทรวมแล้วตนต้องส่ง 800 บาทต่อวัน

จนกระทั่งเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ไม่สามรถติดต่อช่างทั้ง 3 คนได้ ทราบว่าไปรับเหมางานอยู่ที่อื่นตนจึงเหมารถออกตามหาหลายแหล่งตามคำแนะนำของเพื่อนพวกช่างและเพื่อนตนกว่า 10 วัน แต่ไม่พบตัวและโทรศัพท์หล่นน้ำจึงไม่สามรถใช้การได้ จึงกลับมาตั้งหลักที่บ้านพักต้องตกใจพบข้อความพ่นด้วยสีสเปร์ยบนพื้นหน้าบ้านรั้วบ้านและกระถางต้นไม้

ก่อนมีเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์มาเล่าให้ฟังว่า มีชาย 4 คน อายุประมาณ 25-30 ปี ขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มา 2 คัน มาตะโกนเรียกชื่อตนที่หน้าบ้านอยู่นาน หลังจากนั้นได้ใช้สีสเปร์ยพ่นหน้าบ้านทั้งหมดและใช้เท้าถีบ ทุบที่ประตูรั้วบ้านจนได้รับความเสียหาย

หลังจากนั้นตนได้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหน โดยให้หลานชายและหลานสาวมาอยู่เป็นเพื่อน หวั่นจะเกิดอันตรายเมื่ออยู่คนเดียว อีกทั้งยังมีการโทรศัพท์มาข่มขู่ว่า ถ้าแจ้งความผมไม่เอาหรอกนะเงิน 30,000 บาท “เดี๋ยวป้าเจอกับผมแน่ป้าจะเล่นกับผมไหม ลูกพี่ผมเป็นคนใหญ่โตมีคนรู้จัก ไม่กลัวเหรอกตำรวจพื้นที่ไหนไป”

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานพร้อมสอบถามข้อมูล ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนออกติดตามหาข่าวและตรวจสอบภาพจากกล้อง CCTV ที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อติดตามตัวแก๊งเงินกู้รายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณที่มา : news.sanook.com